นึกไม่ถึงเหมือนกันนะเนี่ย ว่าช่วงนี้จะเขียน Blog เกี่ยวกับความรัก
เหงาเหมือนกันนะ ปกติเราเองไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่ค่อยได้ออกไปไหนกับ
เพื่อนๆเท่าไร ยิ่งตอนนี้ทำงานด้วยแล้ว เพื่อนก็หายหัวไปหมด เหลือแค่ไม่กี่คน
เคยคิดอยากลองคบใครสักคนแบบจริงจัง แต่ใจเรามันก็กลัว กลัวโดนหลอก กลัว
ผิดหวังกับความรัก ก็เลยปิดกั้นตัวเองจากความรัก ด้วยการไม่เปิดรับใครทั้งสิ้น
ทั้งที่ใจเราน่ะมันต้องการสุดๆแล้ว แถมดันไปแอบชอบคนที่เค้ามีเจ้าของอยู่แล้ว
เสียอีก ไม่น่าเลยเรา ก็ไม่ได้คิดมากอะไรกับเรื่องนี้หรอกนะในตอนนี้ เพราะเรื่อง
ที่หนักหนายิ่งกว่าคงเป็นเรื่องงาน การทำมาหากินเสียมากกว่า ตอนนี้ก็รอแม่
ย้ายมาอยู่ที่ชลบุรีเหมือนเดิม เราจะได้สบายใจขึ้น ไม่ต้องกังวลมาก แต่คิดว่า
อีกไม่น่าจะเกิน 2-3 เดือนจะให้แม่มาอยู่ด้วยกันที่บางแสน ดูแล้วน่าจะเหมาะ
กับสุขภาพของแม่ เราเองจะได้ดูแลแม่ด้วย
จำได้ว่าตั้งแต่ย้ายจากสิงห์บุรีมาอยู่ที่ชลบุรีตั้งแต่เรา 4 ขวบ
ฐานะทางบ้านเราไม่ได้กระเตื้องขึ้นเลย ยังคงหาเช้ากินค่ำอยู่อย่างนั้นแหละ
แต่ก็ยังดีใจ ที่เรามีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกัน คิดถึงน้ำข้าวที่แม่เคยหุง แล้วยกจาก
เตาเอามาใส่ชาม ใส่เกลือลงไป ก็กินได้แล้ว ส่วนอาหารยามว่างก็เอาน้ำมันหมู
มาคลุกกับข้าวแล้วเหยาะน้ำปลานิดหน่อย กับอีกเมนูหนึ่งก็ข้าวซาวน้ำ ใส่หัวหอม
น้ำปลา พริกป่น มะนาว ดูเหมือนมันเป็นอาหารที่ง่ายๆ แต่ในความรู้สึกของเรา
มันอร่อยมาก เพราะเราอยู่พร้อมหน้ากัน ผิดกับตอนนี้ เราแยกย้ายกันไปอยู่ต่าง
ที่คนละทิศละทาง กลับมาได้หรือเปล่าหนอ วันวาน
2007/Apr/22
2007/Apr/22
ไปติดตามข่าวมาจากทาง http://www.blognone.com จำได้ว่าเคยอ่าน
ข่าวเกี่ยวกับเว็บหนึ่งชื่อ http://www.cangooglehearme.com เจ้าของเว็บชื่อนาย
Aaron Stanton เขาอยากจะไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ของ Google ไปอ่านมาจาก
Blog ของเขาแล้ว บอกตามตรงว่าผมอิจฉาพวกฝรั่งจริงๆ พวกนี้ชอบ
ทำอะไรแปลกๆ (แต่หลายเรื่องที่มันไม่ค่อยสร้างสรรผมก็ไม่อยากจะพูดถึง)
นายคนนี้พยายามเรียกว่าทุกวิถีทางที่จะไปนำเสนอไอเดียทางธุรกิจของเขา
ให้กับ Google ผมเองติดตามข่าว Google มานาน ยอมรับ
ว่า Google สร้าง Image ขององค์กรให้กลายเป็นองค์กรแห่ง
ความคิดสร้างสรรและนวัตกรรม คนทั่วโลกมากมายอยากไปทำงานที่ Google
รวมไปถึงนาย Stanton คนนี้ด้วย ดูไปดูมาคิดมาถึงตัวเองกับคนไทย
มันจะมีกี่คนกันหว่าที่พยายามขวนขวายกันขนาดนั้น เพราะมองไป
ทางไหนก็เจอแต่การมองแบบเป็นเส้นตรง มองแบบระนาบเดียวกันหมด
คงเป็นเพราะวัฒนธรรมและการศึกษาแบบไทยๆหรือเปล่าที่ทำ
ให้เราไม่กล้าจะทำอะไรให้แตกต่าง พอพูดไปถึงการทำอะไรให้มันแตกต่าง
สังคมเราให้ความสำคัญกับเรื่องของหมู่คณะ พวกพ้องเป็นหลัก ใครที่ทำอะไร
แตกต่างออกไปจะไม่มีพวก กลายเป็นแกะดำ ไม่มีคน
มาสนับสนุน ไม่เหมือนพวกฝรั่งที่วัฒนธรรมของเขามีความเป็นปัจเจกสูง
คือไม่ต้องไปแคร์คนอื่นมากอยากทำอะไรก็ทำไป แต่เขาก็ยังมีระเบียบวินัย
ในตัวเองสูงกว่าพวกเอเชี่ยนอย่างเรา
หลังจากอ่าน Blog ของนาย Stanton เสร็จ ผมยังเก็บมาคิดเลย เขาบอกว่า
เขาคิดรูปแบบธุรกิจที่ไม่ต้องมีเงิน ไม่ต้องมีลูกจ้าง และอยากจะทำธุรกิจแบบนี้
จำได้ว่า Bill Gates เคยพูดถึงการทำธุรกิจในอนาคตที่ระบบสารสนเทศ
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะเข้ามาจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างแทนมนุษย์
การทำธูรกิจจะไม่ต้องลงทุนอะไรมาก กลายเป็น a man and a dog office
สำนักงานที่มีแค่คนกับหมาก็เพียงพอแล้วกับการทำธุรกิจ น่าสนใจนะเนี่ย
แต่เราจะประยุกต์มันได้ไงหว่า
2007/Apr/17
ก็สนิทสนมกันพอสมควรเลยหละ สำหรับผู้หญิงคนนี้ ทั้งที่ใจเรามันก็รู้อะนะ ว่าเธอมีเจ้าของ
อยู่แล้ว แต่มันก็อดหวั่นไหวไม่ได้ ทั้งที่พยายามจะห้ามใจแล้ว ที่จริงไม่ชอบนิสัยของเธอหลายต่อ
หลายอย่าง พยายามจะข่มใจแล้วนะ แต่ข้อดีของเธอก็มีหลายอย่าง เรียกว่าอยู่ใกล้แล้วมัน
มีความสุขดีนะ อือ ความรักหรือไงเนี่ย ทำไมตอนที่ไม่ต้องการไขว่คว้า ไม่แสวงหา มันถึง
มาได้นะ ไม่เข้าใจจริงๆ เหมือนจะมากลั่นแกล้งเรา อือ ทำใจลำบากจริงๆ
เราเองก็ไม่กล้าจะบอกเสียด้วยสิ
เคยมีครั้งหนึ่งที่เคยบอกคำๆนี้กับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง แต่มันก็นานมาแล้ว เขาเองก็คง
ไม่ได้คิดอะไรกับเราไปมากกว่าคำว่าเพื่อน เลยสักนิด แต่ดีใจนะที่ได้บอกไป เขาเองก็ยังเป็นเพื่อน
กับเราเหมือนเดิมไม่ใช่มันก็คือไม่ใช่สินะ แต่กับผู้หญิงอีกคนที่อยู่ในใจเรามานาน เรากลัวเหมือน
กันนะ กลัวเธอจะมองเห็นแววตาที่มันแสดงออกมาว่า มันเกินจากที่เคยเป็นอยู่แล้วนะ เราเอง
พยายามจะไม่สบตาเธอเพราะกลัวว่าเธอจะรู้ความในใจของเรา ก็เลยได้แต่แอบมอง แอบเศร้าใจ
เสียใจเวลาเธอมีทุกข์ มีเรื่องอยากจะระบาย ดีใจเวลาที่เห็นเธอมีความสุข แม้จะเป็นกับคนอื่นก็เถอะ
ทรมานจริงๆ
เราเองคงกลายเป็นแค่หมาที่เฝ้ามองเครื่องบินสินะ ทั้งที่มันก็เคยลงมาจอดอยู่ใกล้ๆ
กับเรานี่แหละแต่เราก็ไม่ได้ขึ้นเครื่องบิน ไปมองท้องฟ้า มองดูโลกว่ามันสวยสักแค่ไหน นึกไปถึง
เพลงของอริสมันต์ เมื่อสิบกว่าปีก่อนจัง
"อกหักกับแอบรักเขา อย่างใดเล่าจะช้ำกว่ากัน หวิวในใจหวั่น เมื่อเธอนั้น
ชื่นกับใคร อยากให้เขาคนนั้น เป็นฉันเคียงเธอ ฉันได้แต่เพ้อ เพราะเป็นไม่ได้
อาจจะเจ็บและอาย อาจจะเจ็บและอาย ถ้าใจไม่เจียม ภายในใจไหม้เกรียม
ด้วยไฟรักแผดเผา ใครจะเป็นเหมือนเรา แอบรักเขาอยู่ข้างเดียว"
นึกไม่ถึงเลย เราจะมาเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้ ็้หวังไว้ในใจลึกๆว่าเราคงไม่เป็นเหมือนกับพระเอก
มิวสิกวีดีโอเพลงนี้นะ แค่นี้มันก็ทรมานเกินทนแล้ว เราเองคงทนฟังไม่ได้หรอก ถ้าเธอปฏิเสธ
ความรักของเรา
ป.ล. ยังรักอยู่เสมอ แม้เธอจะเป็นของคนอื่น ชีวิตนี้ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะต้องมาแอบรักคนที่
มีเจ้าของอยู่แล้ว ทั้งที่เราไม่ชอบคนพวกนี้เลย เข้าตัวเสียแล้วสิเรา เจอเข้าเองทำอะไรไม่ถูกเลย